รู้ทัน โรงพยาบาลเอกชน

โรงพยาบาลเอกชนสมัยนี้ มันก็คือธุรกิจดี ๆ นี่เอง หากินกับความเจ็บป่วยของคนไข้ที่มีอันจะกิน ถามว่าได้ผลดีจริงไหม? ก็ได้ผลจริง ในระดับหนึ่ง แต่ต้องรู้เท่าทันด้วย โรงพยาบาลเอกชนสมัยนี้ก็เหมือน โรงเรียนกวดวิชา ที่อาจารย์เก่ง ๆ มักจะมาเปิดโรงเรียนสอนพิเศษเอง เช่นกันกับหมอเก่ง ๆ ก็มักจะมาเปิดคลีนิคเอง โดยใช้ประสบการณ์ล้วนๆ มารักษาคน กรณีหนึ่งที่แอดมินเจอกับตัวเอง ลูกขวบกว่าป่วยเป็นไข้ พาไปหา รพ.เอกชนใกล้บ้านปรากฏว่าเด็กอายุ 14 เดือนโดนจับตรวจเลือด พอผลตรวจออกมาหมอก็อ่านค่าให้ได้ “ระดับหนึ่ง” หมายความว่า อาจจะเป็นนั่น อาจจะไม่เป็นนี่…แต่ทั้งหมดทั้งมวลหมดไป เกือบๆ 2 พันบาท ปรากฏว่ารักษาไม่หาย…สุดท้ายต้องมาหาคลีนิค (หาจาก google) ปรากฏว่าวินิฉัยออกมาตรงประเด็นเลย เพียงแค่อุ้มเด็กเข้าไป เดาล่วงหน้าได้เป๊ะ บอกเลยว่าเป็นอะไร? อาการจะเป็นแบบนี้ใช่ไหม? ต้องทำอย่างนี้น่ะ 1-2-3 และ อาการนี้ อีก 3 วันหายขาด ไม่ต้องกินยา ไปซื้อนม lactose free ให้ลูกกินแทนนมปกติสักระยะ ฯลฯ หมดไป 400 บาท แล้วหายตามกำหนดเป๊ะ….ลูกท้องเสียไปครั้งที่สองบอกให้เอาหลักฐานห่อมาด้วย (อุจาระ) เปิดดูปุ๊ป อ่านได้เลยว่าเป็นอะไร.. เป็นอุทาหรณ์ว่า หมอที่โรงพยาบาลเอกชนไม่ได้เก่งเสมอไป ใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก ไอ้ที่แพงก็คือเครื่องมือที่มูลค่ามหาศาล และ การตกแต่งหรูเหมือนโรงแรม และมีพยาบาลแต่งตัวดี และกระบวนการที่รวดเร็วนั่นแหละ และหมอก็วินิฉัยตามหน้าจอเป็นหลัก แล้วคิดแพง ๆ บางทีก็อาจจะจ่ายเกินความจำเป็น หรือ พาเข้ารกเข้าพงได้ ถ้าหนักกว่านี้ บางอาการอาจจะไม่จำเป็นต้องกินยา แต่จ่ายมาให้กิน บางครั้งยาก็อาจจะทำลายอวัยวะส่วนอื่นในร่างกายได้ อาการเดียวกัน หมอสองคนอาจจะวินิจฉัยต่างกันอีก หนักกว่านั้นสมัยนี้แค่เป็นไข้ ก็จะชักชวนให้นอน รพ. อย่างเดียวมันก็ดีสำหรับเด็กที่อยู่ใกล้หมอ แต่บางทีมันก็เป็นธุรกิจเสียเกินไป มันทำให้รู้สึกว่าหมอก็เป็นเหมือนพนักงานขายสินค้าหรือบริการที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าได้ซื้อสินค้าเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มยอดขาย ถ้ามันเป็นสินค้าทั่วไปก็ไม่ว่ากันถือว่าเป็นวิถีการตลาด แต่เอาความเจ็บความป่วยของคนมาเป็นสินค้านี่มันก็เกินไป ธุรกิจ หรือ กิจการใด ทำไปโดยปราศจาก “ความรัก” ต่อมวลมนุษย์นั้นไซร้ อาจจะทำให้รวยล้นฟ้า แต่รวยด้วยการสร้างกรรมอีกมากมายที่จะต้องชดใช้หลายภพหลายชาติ ในขณะที่กิจกรรมใด ๆ...

Read More